[แปลสัมภาษณ์] Aimer เปิดม่าน ‘ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ ศึกปราสาทไร้ขอบเขต’ ด้วยเพลง ‘Taiyou ga Noboranai Sekai’



บทสัมภาษณ์เนื่องในโอกาสที่ Aimer ได้กลับมาร้องเพลงเปิดให้ดาบพิฆาตอสูรอีกครั้งใน ‘ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ ศึกปราสาทไร้ขอบเขต องก์ที่ 1 การกลับมาของอาคาสะ’ ในบทเพลงที่ชื่อว่า ‘Taiyou ga Noboranai Sekai’ (โลกอันไร้ตะวันขึ้น) ซึ่งประพันธ์โดยคุณ Go Shiina

Interview & Text:沖さやこ


ตกใจที่ได้ร่วมงานกับดาบพิฆาตอสูรอีกครั้ง


――คุณ Aimer กับอนิเมะเรื่องดาบพิฆาตอสูรได้พบกันครั้งแรกในเพลง OP ‘Zankyo Sanka’ และ ED ‘Asa ga Kuru’ ซึ่งก่อนหน้านั้นคุณ Aimer ก็เคยร้องเพลงประกอบให้กับผลงานเรื่องอื่น ๆ มาแล้วมากมาย แต่การได้มาร่วมงานกับ ‘ดาบพิฆาตอสูร’ ครั้งนี้ รู้สึกอย่างไรบ้างครับ? 

Aimer : ตอนนั้นดาบพิฆาตอสูรโด่งดังมาก แถมคุณ LiSA ยังร้องเพลงประกอบให้ทั้งหมด จึงรู้สึกกดดันอยู่บ้างค่ะ แต่ถึงอย่างนั้น ‘Zankyo Sanka‘ ก็เป็นเพลงที่แต่งโดยทีมที่อยู่กับฉันมาตั้งแต่เดบิวต์อยู่แล้ว อีกทั้งฉันยังเคยร่วมงานกับคุณ Kajiura Yuki ที่แต่งเพลง ‘Asa ga Kuru’ และกับ ufotable ผู้สร้างอนิเมะดาบพิฆาตอสูรมาก่อนแล้ว จึงเชื่อมั่นว่าจะต้องได้เพลงที่ดีมาอย่างแน่นอน และฉันก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอนิเมะ ‘ดาบพิฆาตอสูร’ ค่ะ

――เพลง ‘Zankyo Sanka’ ได้คว้าอันดับหนึ่งบนชาร์ต Billboard Japan Hot 100 Year-End ประจำปี 2022 และในปีเดียวกัน ก็ได้แสดงเพลงนี้ในงานขาวแดงซึ่งเป็นการเข้าร่วมครั้งแรกด้วย สำหรับคุณ Aimer แล้ว เพลงนี้มีความสำคัญอย่างไรบ้างครับ?

Aimer : เป็นเพลงที่เปลี่ยนชีวิตฉันเลยล่ะค่ะ ช่วงแรกฉันจะร้องแนวบัลลาดซะส่วนใหญ่ การแสดงในไลฟ์ก็มักจะนั่งร้องเป็นหลัก เพลงที่แต่งก็เน้นไปที่ “ภายในโลกของตัวเอง” แต่พอร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของไลฟ์ขึ้นมา เป็นระหว่างที่ทัวร์ต่างประเทศในปีที่แล้วน่ะค่ะ 

――ทัวร์ ‘Aimer 3 nuits tour 2024’ ในรอบ 5 ปี ที่เซี่ยงไฮ้ ไทเป และฮ่องกงสินะครับ

Aimer : คนที่มาชมไลฟ์ร้องเพลงไปกับฉันแทบจะทุกเพลงเลยค่ะ โดยเฉพาะ ‘Zankyo Sanka’ ที่มีท่อนสแคตให้ทุกคนร้องคลอไปกับเสียงดนตรีได้ จึงได้ร้องไปด้วยกันอย่างก้องกังวานเลย จนเกิดความคิดว่าถ้าฉันรับเอาเอเนอร์จี้นั้นมาใช้ ผู้ชมที่ญี่ปุ่นก็อาจจะร้องไปกับฉันด้วยก็ได้นะ… ดังนั้น ในทัวร์ข้ามปี (Aimer Hall Tour 2024-25 "lune blanche") ฉันจึงโฟกัสที่การสร้างไลฟ์ไปพร้อมกับผู้ชมเป็นหลักค่ะ ถือว่า ‘Zankyo Sanka’ เป็นเพลงที่จุดประกายให้อย่างใหญ่หลวงเลย

――และในครั้งนี้ คุณ Aimer ก็ได้กลับมาร่วมงานกับอนิเมะ ‘ดาบพิฆาตอสูร’ อีกครั้ง ใน ‘ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ ศึกปราสาทไร้ขอบเขต องก์ที่ 1 การกลับมาของอาคาสะ’ กับบทเพลงที่ชื่อว่า ‘Taiyou ga Noboranai Sekai’ (โลกอันไร้ตะวันขึ้น)

Aimer : ตอนนั้นฉันเหมือนหูอื้อไปเลยค่ะ ความรู้สึกคือตกใจยิ่งกว่าดีใจเสียอีก ตั้งแต่ภาคย่านเริงรมย์ ดาบพิฆาตอสูรก็ได้ศิลปินหลายท่านมาร้องเพลงประกอบให้ แถมที่ผ่านมาตัวฉันเองก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสกลับมาร้องเพลงประกอบให้ผลงานเรื่องเดิมซ้ำหลังผ่านไปนานสักเท่าไหร่ ยิ่งครั้งนี้ได้มาร้องเพลงประกอบแพ็คคู่กับคุณ LiSA ด้วย ก็ทั้งเซอร์ไพรส์และดีใจด้วยความรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากเลยค่ะ



――‘Taiyou ga Noboranai Sekai’ เขียนเนื้อเพลงโดยคุณ Kondo Hikaru ผู้กำกับภาพยนตร์ ประพันธ์ทำนองโดยคุณ Shiina Go เรียบเรียงโดยทีม Soundtrack คุณ Shiina และคุณ Miyano Sachiko ซึ่งทั้งสามท่านผู้สร้างอนิเมะเรื่องนี้ก็คือผู้ที่รับผิดชอบ Songwriting ร่วมกัน ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อเดอะมูฟวี่ภาคนี้จริง ๆ ครับ

Aimer : ฉันคิดว่าทั้งสามท่านคงจะคิดเรื่อง ‘ดาบพิฆาตอสูร’ กันอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง จึงจินตนาการไม่ออกเลยว่าเพลงประกอบที่พวกเขาแต่งจะออกมาเป็นแบบไหน ตอนที่ได้ฟังเดโม่ครั้งแรก บอกตามตรงว่าฉันไปไม่ถูกเลยค่ะว่าควรจะร้องอย่างไรดี มีทั้งส่วนที่คล้ายโอเปร่า แล้วก็ส่วนที่เป็นเสียงสังเคราะห์แบบ Techno แต่ก็มีองค์ประกอบของแนวร็อค เป็นเพลงที่น่าสนใจมากเลยค่ะ ขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าควรร้องแบบไหนถึงจะเหมาะสม

――ตามที่คุณ Aimer ว่าเลยครับ ถ้าแค่ร้องตามเมโลดี้ไปอย่างเดียวคงไม่สามารถดึงพลังที่แท้จริงของเพลงนี้ออกมาได้เลย แต่เพลงนี้ก็ได้รวมเสียงร้องของคุณ Aimer เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงดนตรี เหมือนกับว่าแค่มีเสียงของคุณ Aimer เพิ่มเข้าไปก็ทำให้กลายเป็นเพลงที่สมบูรณ์ได้แล้ว

Aimer : เวลาที่ฉันรีเควสเพลงไปที่ Composer ฉันจะส่ง range เสียงที่ตัวเองสามารถร้องได้ไปให้ล่วงหน้าค่ะ ซึ่ง Composer ส่วนมากก็มักจะกำหนดเมโลดี้ที่อยู่ในขอบเขตที่ฉันสามารถร้องได้อย่างสบาย ๆ ให้ แต่สำหรับคุณ Shiina เขาใช้เสียงฉันทั้งสูงสุดต่ำสุดจนถึงลิมิตสุดท้ายเลยล่ะค่ะ หลังอัดเสียงเสร็จ คุณ Shiina ก็บอกว่า “ผมชอบเสียงต่ำของคุณ Aimer มาก จึงอยากใช้เสียงนั้นด้วย แล้วก็อยากให้ได้ยินเสียงสูงที่เป็นเสียงหลบ (Falsetto) แบบชัด ๆ เมโลดี้ก็เลยออกมาเป็นแบบนั้นครับ” ซึ่งก็ตามนั้นเลยค่ะ ท่อนฮุคฉันต้องร้องด้วยคีย์ที่สูงที่สุดของฉัน ซึ่งพื้นเสียงธรรมชาติของฉันไม่สามารถเปล่งคีย์นั้นออกมาได้ จึงร้องโดยใช้เสียงหลบ และร้องคีย์ที่ต่ำที่สุดในท่อน A ที่ผ่านมาฉันแทบจะไม่ได้ใช้ลูกคอตอนลากเสียงยาว (Long tone) เลย แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้เสียงหลบในซาวด์ Classic ที่หนักหน่วงเท่าไหร่ พอคุณ Shiina ตั้งใจ “ใช้งาน Aimer ให้เต็มประสิทธิภาพ” จึงออกมาเป็นเพลงที่สุดยอดขนาดนี้ได้… ฉันยอมรับเลยค่ะ เป็นเพราะเขาดึงเสียงของฉันให้ออกมาเด่นขนาดนี้ จึงสร้าง dynamic ได้ง่ายขึ้น

――อย่างนี้นี่เอง เพราะเป็นเพลงที่ใช้ขีดจำกัดของคุณ Aimer อย่างเต็มที่ เมื่อลงตัวแล้ว ก็จะสามารถดึงเอาเสน่ห์ของเสียงร้องออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพสินะครับ

Aimer : คุณ Shiina แต่งเพลงนี้โดยคำนึงถึงพื้นเสียงของฉันขณะที่ปรับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้อย่างพิถีพิถันเพื่อให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับภาพยนตร์ เวลาที่ฉันลากเสียงยาว ฉันมักจะทิ้งให้เหลือแค่ลมหายใจหลังสิ้นเสียง ซึ่งคุณ Shiina ก็จัดการ mix ให้ได้ยินเสียงนั้นแบบใกล้มาก ๆ ทำให้ฉันดีใจมากเลยค่ะ ยังคิดอยู่เลยว่าเขาใส่ใจกระทั่งรายละเอียดเล็กน้อยจริง ๆ

――ด้วยความทุ่มเต็มที่สุดความสามารถแบบไม่ยั้งของทุกคน จึงได้ ‘Taiyou ga Noboranai Sekai’ หนึ่งบทเพลงที่เติมรสชาติให้กับภาคปราสาทไร้ขอบเขตเพลงนี้ขึ้นมา 

Aimer : เขากล่าวไว้ว่า “ตรงฉากที่แสดงความรู้สึกของหน่วยพิฆาตอสูรและศึกชี้ชะตาที่กำลังจะเปิดฉาก” “อยากให้การใส่เพลงประกอบในฉากนั้นมีความหมาย” แต่เดิม ‘ศึกปราสาทไร้ขอบเขต’ ก็แสดงคุณค่าในฐานะแก่นของ ‘ดาบพิฆาตอสูร’ ออกมาได้อย่างเข้มข้นและเข้าใจง่ายอยู่แล้ว จึงอยากจะเน้นย้ำสิ่งเหล่านั้นด้วยบทเพลงให้ชัดเจนอีกครั้งค่ะ ตอนที่อัดเสียง คุณ Kondo กับคุณ Shiina ก็อยู่ด้วย และฉันยังได้รับอนุญาตให้ดูภาพอนิเมชั่นของภาพยนตร์ขณะที่อัดเสียงร้องเข้าไปในเพลงเป็นกรณีพิเศษด้วยค่ะ

――คุณ Shiina เป็นผู้ทำ Film Score (※ขั้นตอนการ compose & edit เสียงดนตรีให้เข้ากับอนิเมชั่นหลังจากที่ทำอนิเมชั่นเสร็จแล้ว) ให้กับอนิเมะของ ufotable ด้วย ซึ่งการอัดเสียงของคุณ Aimer ก็ใกล้เคียงกับขั้นตอนนั้นสินะครับ

Aimer : ระหว่างการอัดเสียง คุณ Kondo ก็เสนอขึ้นมาว่า “ลองอัดเสียงระหว่างดูภาพอนิเมะไปด้วยไหมครับ?” จากนั้นก็มีการจัดแจงวางจอทีวีไว้ในห้องอัดเสียง ฉันจึงได้อัดเสียงพร้อมกับดูภาพอนิเมะไปด้วยค่ะ ถือเป็นประสบการณ์ใหม่เลย ฉันเข้าใจอิมเมจของผลงานเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น จึงได้เทคที่ emotional ยิ่งกว่าเดิมออกมา และฉันก็สนุกไปกับการคิดและแต่งเติมรสชาติว่าควรใส่อารมณ์ประมาณไหนเข้าไปดี

――ความรู้สึกต่างจากเพลงที่เขียนเนื้อเพลงด้วยตัวเองมากไหมครับ

Aimer : กรณีที่ได้รับเนื้อเพลงมา ฉันจะเข้าใจความหมายของคำในเนื้อเพลงได้จากความรู้สึก จึงมีสมาธิกับการถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงหรือการเปล่งเสียงให้สอดคล้องกับทำนองได้ แต่หากเป็นเพลงที่เขียนขึ้นเอง ไม่ว่าเนื้อเพลงจะเขียนว่าอย่างไร ฉันก็จะเข้าใจเจตนาของทุกถ้อยคำในนั้นอยู่แล้ว ทำให้บางทีฉันก็ปล่อยความเป็นตัวเองออกมามากเกินไป แต่สำหรับ ‘Taiyou ga Noboranai Sekai’ มันมีความรู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เลย ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากค่ะ เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ร้องเพลงที่มี setting โลกแบบนี้ จึงรู้สึกว่าน่าสนใจและสนุกมากเลยค่ะ

พื้นฐานความรู้สึกของตัวละครหลักทุกคนคือ ‘ความรัก’


――รู้สึกว่า ‘Taiyou ga Noboranai Sekai’ เป็นเพลงที่แฝงความหมายของ “การเผชิญศึก” เอาไว้อย่างเข้มข้น แล้วคุณ Aimer ล่ะครับ เป็นประเภทที่มีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกว่า “ต้องต่อสู้” กับอะไรสักอย่างไหมครับ?

Aimer : ฉันคิดอยู่เสมอว่าอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ก็เป็นคนที่อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนกัน จึงคิดว่าน่าจะใช่นะคะ เพราะดาบพิฆาตอสูรก็ทำให้ฉันหวั่นไหวไปกับสตอรี่ที่เข้มข้นของตัวละครแต่ละตัว มีแต่อสูรที่แข็งแกร่งปรากฏตัว และอสูรเองก็มีแรงจูงใจที่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน ความรู้สึกอันแรงกล้าในดาบพิฆาตอสูร ไม่ว่าจะเป็นความโกรธหรือความเศร้าจากการสูญเสียหรือถูกช่วงชิง หรือจะเป็นความรู้สึกว่าอยากปกป้องสิ่งสำคัญเอาไว้ ฉันคิดว่าความรู้สึกเหล่านี้นี่แหละที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการต่อสู้มากมาย ตัวฉันเองก็รู้สึกอยู่เสมอว่าอยากจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญเอาไว้ให้ได้เหมือนกันค่ะ

――ความรักที่เรามีต่อสิ่งสำคัญ คือสิ่งที่ช่วยให้คนเราเข้มแข็งขึ้นได้สินะครับ

Aimer : ใช่แล้วค่ะ ตัวละครใน ‘ภาคปราสาทไร้ขอบเขต’ ทุกคนต่างก็มีสิ่งที่ยอมไม่ได้เด็ดขาดอยู่ เพราะไม่อยากให้พวกพ้องหรือลูกหลานต้องเผชิญเรื่องน่าเศร้าเช่นเดียวกับพวกเขา ฉันคิดว่ารากฐานของความรู้สึกที่ว่านั้นก็คือ ‘ความรัก’ นั่นเองค่ะ ถึงแม้ว่าบางครั้งความรู้สึกที่แรงกล้าจะทำให้คนบิดเบี้ยวไปบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าทุกคนต่างต่อสู้อยู่ภายใต้ความเชื่อมั่นศรัทธาด้วยกันทั้งสิ้น ฉันคิดว่า ‘Taiyou ga Noboranai Sekai’ เข้ากับฉากเปิดอันสุดตื่นเต้นของภาคปราสาทไร้ขอบเขตมาก หวังว่าเมื่อทุกคนได้ฟังเพลงเต็มแล้ว จะเข้าใจเหตุผลที่ตั้งชื่อเพลงว่า ‘โลกอันไร้ตะวันขึ้น’ และสัมผัสได้ถึง dynamic จากคลื่นอารมณ์ที่ทั้งรุนแรงและแผ่วเบาในเพลงนี้กันนะคะ

――ตั้งแต่เดบิวต์ คุณ Aimer มักให้ความสำคัญกับความเข้ากันของ “เสียงดนตรี” กับ “เสียงร้องของตนเอง” เสมอมา เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไรหรือครับ?

Aimer : ตั้งแต่เมื่อก่อน ฉันชอบเพลงที่เสียงร้องกลมกลืนไปกับซาวด์และอยู่ในเสียงดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ฉันเริ่มร้องเพลงก็เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทเพลงกับเสียงร้องประเภทนั้น รู้สึกว่าอยากจะเปล่งเสียงออกมาให้ได้แบบนั้นบ้างน่ะค่ะ ถ้าบอกว่าอยากใช้เสียงตัวเองประหนึ่งเครื่องดนตรีก็อาจจะฟังดูหวังเกินตัวไปหน่อย แต่ฉันคิดอยู่เสมอว่าอยากจะใช้บทเพลงถ่ายทอดเสียงของตัวเองออกมาให้ได้แบบนั้นค่ะ

――เพลงของคุณ Aimer ก็ถูกใจแฟน ๆ ในต่างประเทศด้วย ถึงแม้จะไม่ได้เข้าถึงเนื้อเพลง แต่บทเพลงของคุณ Aimer ก็สามารถถ่ายทอดให้รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่

Aimer : ดีใจจังเลยค่ะ ฉันคิดมาตลอดว่า ต่อให้ภาษาที่ใช้จะต่างกัน แต่ถ้าผู้ฟังรับรู้อารมณ์ของเพลงและความรู้สึกของฉันได้จากทำนองและน้ำเสียงก็คงจะดี ตอนที่จัดทัวร์ต่างประเทศและเห็นท่าทางคลั่งไคล้ตื่นเต้นของทุกคนในสถานที่จัดงานอันกว้างใหญ่ ฉันก็รู้สึกประทับใจมากที่แต่ละเพลงที่ฉันร้องให้กับอนิเมะแต่ละเรื่องนั้นได้ส่งไปถึงผู้คนที่อยู่ห่างไกลถึงขนาดนี้เชียว… อดคิดขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้เลยว่า แม้วัฒนธรรมและภาษาจะต่างกัน แต่วิธีการรับรู้เสียงดนตรีไม่ได้ต่างกันเลย เวลาร้องเพลงในไลฟ์ ความรู้สึกนั้นจะท่วมท้นขึ้นมาเอง แล้วมันก็กลายร่างเป็นบทเพลง ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงชอบการไลฟ์มาก ไม่ใช่แค่ที่ญี่ปุ่น แต่ฉันอยากจะไลฟ์ที่ต่างประเทศให้เต็มที่ด้วยค่ะ

――เพลง ‘Taiyou ga Noboranai Sekai’ สั่นสะเทือนหัวใจของคนทั้งโลกเลยไม่ใช่เหรอครับ

Aimer : เป็นเพราะได้อัดเสียงร่วมกันกับทุกคน ถึงได้เทคที่ยอดเยี่ยมที่สุดมา อีกทั้งเสียงดนตรีกับเสียงร้องของฉันในเพลงนี้ยังกลมกลืนกันยิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก สัมผัสได้เลยว่าผลลัพธ์ออกมาดีมากค่ะ ฉันอยากจะนำประสบการณ์ในครั้งนี้ไปใช้กับเพลงต่อ ๆ ไปด้วย นอกจากนี้ฉันยังรู้สึกว่า แนวคิดที่เขียนไว้ในดาบพิฆาตอสูรว่า “ต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ” นั้น แม้จะเป็นความรู้สึกส่วนบุคคล แต่กลับมีความเป็นสากลอย่างยิ่ง ตัวฉันเอง หากยังจะทำกิจกรรมทางดนตรีต่อไป ก็ต้องให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้ให้มากกว่าเดิม ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน และแรงกล้ามากขึ้นทุกวันเช่นกัน ในปี 2026 ซึ่งเป็นปีหน้า ฉันก็จะครบรอบเดบิวต์ปีที่ 15 แล้ว เมื่อถึงวันนั้น ฉันก็หวังว่าจะได้แสดงให้ทุกคนเห็นถึงความรู้สึกเหล่านั้นผ่านเสียงเพลงค่ะ

――สาเหตุที่คุณ Aimer เข้มแข็งขึ้นได้ก็คงเพราะมีสิ่งที่อยากปกป้องเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้ครับ

Aimer : ที่มนุษย์ผู้อ่อนแออย่างฉันสามารถก้าวมาถึงตรงนี้ได้ เป็นเพราะแฟน ๆ ทุกคนที่คอยฟังเพลงของฉันค่ะ ต่อให้จะผ่านไปอีก 15 ปีหรือ 20 ปี ฉันก็คงจะทำเพลงต่อไปด้วยความรู้สึกว่า “อยากจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องบางคนหรือบางสิ่งที่สำคัญ” ฉันอยากตอบแทนทุกคนด้วยเสียงดนตรีว่า “ฉันก้าวมาถึงตรงนี้ได้ก็เพราะทุกคนนะ” และฉันอยากจะร้องเพลงอย่างซื่อตรงกับตัวเองต่อไปค่ะ


แปลจากบทความ : https://www.billboard-japan.com/special/detail/4884

0 Comments